2 สิงหาคม 2568
สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ดำเนินโครงการบริการวิชาการรับใช้สังคม “โครงการคัดกรองปัญหาสายตาและโรคตาเหล่เพื่อประสานงานการสนับสนุนด้านทรัพยากรจากสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ณ บ้านเด็กชายศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเริ่มดำเนินการลงพื้นที่ จำนวน 4 ครั้ง ในช่วงเดือน เมษายน ถึง มิถุนายน 2568 โครงการนี้มี ผศ.นพ.ลั่นหล้า อุดมเวช เป็นหัวหน้าโครงการ ร่วมกับทีมจักษุแพทย์ กุมารแพทย์ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป และนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยบูรณาการความร่วมมือกับนักศึกษาแพทย์ต่างชาติจาก Toho University ประเทศญี่ปุ่น และ Nuvance Health ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ระหว่างการเข้าร่วมโปรแกรมศึกษาดูงานระบบสุขภาพในประเทศไทย โครงการคัดกรองปัญหาสายตาและโรคตาเหล่ในเด็ก ณ บ้านเด็กชายศรีธรรมราช เป็นการขับเคลื่อน SDG 3: สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากเด็กในสถานสงเคราะห์ถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงสูงในการขาดโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเฉพาะการดูแลเฉพาะทางด้านจักษุวิทยา ข้อมูลจากการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่า เด็กจำนวนมากมีพฤติกรรมการมองเห็นผิดปกติ เช่น มองใกล้เกินไป ต้องหรี่ตามอง มองไม่ชัด หรือมีความผิดปกติทางตาอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสม ครูพี่เลี้ยงในบ้านเด็กชายศรีธรรมราชเผยว่า
“เด็กหลายคนมีปัญหามองไม่ชัด หรือมีอาการตาเข แต่เราไม่มีความรู้พอจะบอกได้ว่าอันตรายแค่ไหน หรือจะต้องพาไปรักษาอย่างไร เมื่อทางมหาวิทยาลัยเข้ามาให้ความรู้และตรวจอย่างละเอียด รู้สึกว่าเด็กๆ ได้รับโอกาสในการส่งเสริมพัฒนา ให้พวกเขาเป็นอนาคตที่ดีของสังคมได้ค่ะ ขอบคุณทีมจากวลัยลักษณ์มากค่ะ”
นอกจากนี้ จากการตรวจคัดกรองของทีมแพทย์ พบว่าเด็กบางรายมีภาวะ สายตาขี้เกียจ (amblyopia) ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการแก้ไขก่อนอายุ 7–10 ปี อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวรในตาข้างที่เป็นปัญหา การตรวจพบในระยะแรกเริ่มจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงเวลาอันสั้นที่สามารถการรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพการมองเห็นได้
ความสอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 3
โครงการนี้ขับเคลื่อนเป้าหมาย SDG 3: Ensure Healthy Lives and Promote Well-being for All at All Ages โดยเน้นการสร้างหลักประกันว่าทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กด้อยโอกาส เด็กพิการ และบุคคลต่างด้าวในสถานสงเคราะห์ จะต้องได้รับสิทธิและโอกาสในการดูแลสุขภาพอย่างเสมอภาค โครงการยังสอดรับกับนโยบายสุขภาพแห่งชาติในการส่งเสริมบริการเชิงรุก การเฝ้าระวังสุขภาพในพื้นที่ชนบท และการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุด
รายละเอียดกิจกรรม
กิจกรรมในวันลงพื้นที่ครั้งที่ 1 วันที่ 16 เมษายน 2568
ประกอบด้วย:
- ประชุมรูปแบบการตรวจ
- ตรวจความพร้อมสถานที่ จัดเตรียมห้องตรวจร่างกาย
- ประชุมย่อยผู้เกี่ยวข้อง ขอความยินยอม และชี้แจงหน้าที่เพื่อเตรียมความพร้อม
- การเก็บข้อมูลพฤติกรรมและประวัติสุขภาพจากพี่เลี้ยง
กิจกรรมในวันลงพื้นที่ครั้งที่ 2 (วันที่ 18 เมษายน 2568) และ ครั้งที่ 3 (วันที่ 10 พฤษภาคม 2568) ประกอบด้วย:
- การตรวจวัดสายตาเบื้องต้น ตรวจหาโรคตาเหล่ และประเมินพฤติกรรมการมองเห็น
- การขยายม่านตาเพื่อดูความผิดปกติของจอประสาทตา
- การอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับครูพี่เลี้ยงและครูพยาบาล
- ทดสอบและประเมินผลความรู้และวิธีการปฏิบัติของครูพี่เลี้ยงและครูพยาบาล
กิจกรรมในวันลงพื้นที่ครั้งที่ 4 (วันที่ 8 มิถุนายน 2568)
ประกอบด้วย:
- ตรวจวัดแว่น
- ส่งมอบแว่นสายตา
- อบรม “โครงการเด็กไทยสายตาดี”
- ออกใบรับรองรายชื่อผู้พิการเพื่อเข้าระบบรับสวัสดิการ
- การส่งต่อเด็กที่ตรวจพบความผิดปกติเข้าสู่โครงการ “เด็กไทยสายตาดี”
ในครั้งนี้ เยาวชนทั้งหมดจำนวน 112 คน ได้รับการตรวจคัดกรองอย่างครอบคลุม และสามารถระบุผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติมจำนวน 5 คน ซึ่งได้รับการส่งต่อทันที พร้อมทั้งมีการสั่งตัดแว่นสายตาและนัดติดตามผลในรอบถัดไป โดยดำเนินการโดยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัย
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
- เยาวชนในสถานสงเคราะห์จำนวน 112 คน ได้รับการตรวจสายตาครบ 100%
- ครูและพยาบาลจำนวน 15 คน ที่เข้าร่วมอบรม มีผลคะแนนความรู้และทักษะหลังอบรมเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 90 (เป้าหมาย: ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 100)
- เด็กจำนวน 5 คนที่พบความผิดปกติ ได้รับการส่งต่อและรับแว่นสายตาเรียบร้อยแล้ว พร้อมได้รับการติดตามผลในการลงพื้นที่ครั้งที่ 3
การดำเนินงานในครั้งนี้ยังส่งผลต่อการรับรู้ในชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ มีการสอบถามจากสถานสงเคราะห์อื่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อขอรับการสนับสนุนแบบเดียวกันในอนาคต และมีการเสนอให้นำโมเดลนี้เป็นต้นแบบขยายไปสู่สถานสงเคราะห์ทั่วประเทศ
เสียงสะท้อนจากผู้ดูแลและครูพยาบาล
“ก่อนหน้านี้เด็ก ๆ ต้องทนอยู่กับความไม่ชัดเจน บางคนไม่กล้าบอกว่าเขามองไม่เห็น หรืออ่านหนังสือไม่ได้ พอได้รับแว่นแล้ว เขายิ้มทั้งวันเลยค่ะ เด็กมีความมั่นใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” — พี่เลี้ยงเด็กหญิงกลุ่มอายุ 6–10 ปี
“สิ่งสำคัญคือ เราได้รับความรู้ไปด้วย ไม่ใช่แค่นำเด็กมาตรวจแล้วจบ เรารู้แล้วว่าต้องสังเกตอะไร ต้องรีบส่งตัวเด็กแบบไหน ความรู้เหล่านี้เราจะใช้ได้ตลอดในการดูแลเด็กรุ่นต่อไป” — ครูพยาบาลประจำบ้านเด็กชายศรีธรรมราช
การดูแลอย่างต่อเนื่องโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ
ความต่อเนื่องในการดูแลหลังการตรวจครั้งแรกคือจุดแข็งของโครงการนี้ โดยทีมแพทย์ได้มีการวางแผนการติดตามเด็กที่ได้รับแว่น การตรวจประเมินความเปลี่ยนแปลงในการมองเห็น และการสื่อสารกับพี่เลี้ยงในกรณีที่เด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ทีมจักษุแพทย์จะมีการนัดหมายทุก 3–6 เดือน พร้อมทั้งเปิดช่องทางปรึกษาออนไลน์กรณีพบความผิดปกติฉุกเฉิน
“ที่ประทับใจมากคือทีมแพทย์ไม่มองแค่งานจบในวันเดียว แต่มีแผนดูแลต่อเนื่อง เด็กที่เคยไม่มั่นใจ ตอนนี้กล้าสบตาคนอื่น กล้ามองไกล ๆ และมีสมาธิในห้องเรียนมากขึ้น” — ผู้ดูแลกิจกรรมเยาวชนบ้านเด็กชายศรีธรรมราช














